ข้อคิดและคำแนะนำบางประการ
แนวความคิดหลักในการนำเสนอเรื่องนี้
คือการทำบันทึกความเห็นโดยใช้แนวทางการเขียนข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ซึ่ง ผบ.ทหารสูงสุด
ได้กรุณาอนุมัติหรือสั่งการให้ทุกส่วนราชการใช้รูปแบบการเขียนตามที่กำหนด ฉะนั้นทุกส่วนราชการใน บก.ทหารสูงสุด ทั้งหน่วยที่เป็นกรม สธร.ฯ และหน่วยที่ไม่ใช่กรม สธร.ฯ รวมทั้งหน่วยรองของส่วนราชการ บก.ทหารสูงสุด จะต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ไม่ใช่ยึดถือปฏิบัติเฉพาะหน่วย กรม
สธร.ฯ
เท่านั้น
เพราะเปรียบเสมือนเป็นหลักสากล
ส่วนราชการภายนอก กห. ก็ใช้หลักการนี้เหมือน
ๆ กัน คือ
แบ่งหนังสือออกเป็น ๔ ข้อ
ประกอบด้วย ปัญหา ข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา และข้อเสนอ ดีกว่าการเขียนโดยไม่มีหลักการ และเป็นการง่ายต่อ กรม
สธร.ฯ
ในการทำบันทึกความเห็นนำเรียนผู้บังคับบัญชาด้วย
การตัดสินใจว่า
จะใช้เลขข้ออย่างเดียว
หรือใช้คำว่า ๑. ปัญหา
๒. ข้อเท็จจริง๓.
ข้อพิจารณา ๔. ข้อเสนอ นั้น อาจมีข้อพิจารณาบางประการ ดังนี้
-
ต้องการให้เรื่องนั้นมีน้ำหนัก มากน้อยเพียงใด
-
ผบ.หน่วย
รู้เรื่องเดิมเกี่ยวกับเรื่องที่จะเสนอ มากน้อยเพียงใด
- มีข้อมูลหรือข้อคิดที่จะแยกเขียนได้ครบทุกหัวข้อหรือไม่
บางครั้งวางแผนการเขียนในชั้นต้นว่า
จะเขียนแบบใช้เลขข้ออย่างเดียว
แต่เมื่อเขียนไปแล้วเห็นว่า
มีเนื้อหาที่จะเขียนได้ครบทุกหัวข้อ
ก็สามารถเปลี่ยนแผนเป็นเขียนแบบใช้
๔ หัวข้อได้
บางครั้งวางแผนการเขียนในชั้นต้นว่า
จะเขียนแบบใช้ ๔ หัวข้อ แต่เมื่อเขียนไปแล้วปรากฏว่า
มีเนื้อหาไม่เพียงพอที่จะแยกเป็นหัวข้อ หรือมีข้อมูลไม่ตรงกับหัวข้อ
ก็สามารถเปลี่ยนแผนเป็นเขียนแบบใช้เลขข้ออย่างเดียวได้
การเขียนรอบเดียวแล้วใช้ได้เลย
ไม่ค่อยมี มักจะแก้อีก ๑
ครั้ง หรือ ๒
ครั้ง เพื่อให้สละสลวย กระชับ ชัดเจนยิ่งขึ้น เหมือนงานศิลปะ ต้องมีการขึ้นรูปหลักก่อน
แล้วจึงตกแต่งรายละเอียด
การเขียนข้อพิจารณาเกี่ยวกับการขออนุมัติหลักการใด ๆ ควรคำนึงถึงอนาคตด้วยว่า จะให้ใช้ตลอดไปทุกปีหรือไม่ เพื่อไม่ต้องเขียนขออนุมัติใหม่ทุกปี
ถ้าต้องการใช้ตลอดไปต้องระวังไม่เขียนคำว่า ประจำปี...... หรือ ประจำปีงบประมาณ......
เพราะจะมีผลใช้บังคับเฉพาะปีนั้น ๆ
การเขียนข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ
แบบตั้งเรื่องขึ้นเอง
เพื่อขออนุมัติหลักการเรื่องใด ๆก็ตาม ถ้าจะให้มีน้ำหนัก ควรประสานหน้าห้อง รอง
ผบ.หน่วย
ว่า เรื่องนี้ต้องการให้ ผบ.หน่วย เป็นผู้อนุมัติ (กรณีที่มีการมอบอำนาจบางเรื่องไว้)
การตั้งชื่อเรื่องตามชื่อเรื่องเดิม
เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้น
ชื่อเรื่องจะต้องเปลี่ยนไปตามเนื้อหาของเรื่องเสมอ เช่น เริ่มต้นอาจจะเป็นการขออนุมัติ แต่สุดท้ายอาจจะเป็นขอส่งรายชื่อ เป็นต้น วิธีการตั้งชื่อเรื่องง่าย ๆ คือ
ดูที่เนื้อหาความต้องการซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในข้อ ๑
แต่ถ้าจะดูง่าย ๆ ดูที่ ข้อเสนอ ก็ได้ ชื่อเรื่องควรสั้นกะทัดรัดพอได้ใจความและไม่ควรยาวเกิน
๑ บรรทัด เช่น เรื่องขอเชิญประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ซึ่งมีชื่อคณะเลยไปมากกว่า ๑
บรรทัด ควรใช้ว่า ขอเชิญประชุม
การอ้างถึงในการทำบันทึกฯ เรียนผู้บังคับบัญชา ควรใช้อ้างถึงเฉพาะเรื่องที่เป็น คำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับ
ไม่ควรอ้างถึงหนังสือหรือบันทึกข้อความ
เพราะว่าการอ้างถึงตามปกติแล้วเป็นการอ้างถึงหนังสือที่เคยมีไปมาระหว่างส่วนราชการ
ดังนั้นหนังสือเรียนผู้บังคับบัญชาควรกำหนดเป็นสิ่งที่ส่งมาด้วยแทนอ้างถึง เพราะส่วนใหญ่เมื่ออ้างถึงหนังสือหรือเอกสารฉบับใด
ก็มักจะต้องแนบหนังสือหรือเอกสารฉบับนั้นไปให้ผู้บังคับบัญชาดูด้วยอยู่แล้ว
หรือเมื่อต้องแนบเอกสารหรือหนังสือใดไปด้วย
ก็ควรกำหนดเป็นสิ่งที่ส่งมาด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ควรใช้คำว่า ตามที่แนบ
การเขียนข้อ ๑ ให้พยายามใช้ถ้อยคำหรือข้อความของเรื่องที่ทำบันทึกฯ
ปะหน้านั้น แต่เรียบเรียงใหม่ว่า
เจ้าของเรื่องต้องการให้หน่วยเราทำอะไร การสรุปย่อโดยใช้ถ้อยคำของผู้บันทึกฯ เอง
บางครั้งอาจทำให้ขาดความสมบูรณ์หรือไม่ตรงประเด็นกับเจ้าของเรื่อง
แต่บางครั้งกรณีที่เจ้าของเรื่องเขียนสับสนหรือยาวเกินไป ก็มีความจำเป็นต้องสรุปโดยใช้ถ้อยคำของผู้บันทึกฯ
การกล่าวถึงสิ่งที่ส่งมาด้วย ๑, ๒, ๓, ๔,
ที่กำหนดไว้ในส่วนหัวเรื่อง
ควรกล่าวถึงในตัวเรื่องให้ครบทุกสิ่งที่ส่งมาด้วย และควรกล่าวเรียงตามลำดับ ๑,
๒, ๓, ๔
ไม่ควรใช้คำซ้ำหรือคำฟุ่มเฟือยบางคำ เช่น
หากเห็นเป็นการสมควร
ควรใช้ หากเห็นสมควร
หน่วยได้จัดให้มีการประชุมเมื่อ ควรใช้
หน่วยได้จัดการประชุมเมื่อ
หน่วยได้ทำการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ควรใช้
หน่วยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น
๓. หน่วยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรใช้ ๓. หน่วยพิจารณาเห็นว่า
ขออนุมัติในหลักการ ควรใช้ ขออนุมัติหลักการ
การเขียนข้อพิจารณา
ถือว่าเป็นหัวใจของหนังสือซึ่งเขียนยากที่สุด หลักการง่าย ๆ คือ คิดข้อเสนอก่อน
แล้วพิจารณาว่าการที่จะดำเนินการตามข้อเสนอนั้นมีประโยชน์อย่างไร เหมาะสมอย่างไร เกิดผลดีอย่างไร และเมื่อมีการเขียน ๒. ข้อเท็จจริง จะต้องเขียน ๓. ข้อพิจารณา และ๔. ข้อเสนอ เสมอ ข้อควรระวังคือ บางครั้งร่างครั้งแรกใช้แบบเลขข้อ แต่ต่อมาเห็นว่าสามารถแก้ไขข้อ ๒. เป็น ข้อเท็จจริง ได้ จึงเปลี่ยนข้อ ๒. เป็น ข้อเท็จจริง แต่ลืมเปลี่ยนข้อ ๓. เป็น๓. ข้อพิจารณา ก็มี
ไม่ควรพยายามเขียนให้ครบ ๔ หัวข้อ ถ้าไม่มีเนื้อหาที่จะเขียน เช่น
๔. ข้อเสนอ เห็นสมควรอนุมัติตามที่พิจารณาในข้อ
๓
๔. ข้อเสนอ
เห็นควรอนุมัติในข้อ ๓
การเขียนข้อเสนอ ข้อเสนอควรมีข้อเดียวเท่านั้น
หนังสือทุกฉบับที่มีการขออนุมัติดำเนินการจะต้องใช้ ข้อเสนอ (ขีดเส้นใต้) ไว้ในข้อสุดท้ายเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นเลขข้อ ๒, ๓ หรือ ๔
ก็ได้ ยกเว้น ข้อเสนอ ที่ไม่ต้องขออนุมัติ คือ
ข้อเสนอในการลงนามในหนังสือ
เพราะผู้บังคับบัญชาไม่ต้องอนุมัติให้ตัวเองลงนามในหนังสือเอง เช่น
ไม่ควรใช้ ๔. ข้อเสนอ
เห็นสมควรลงนามในร่างหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
หรือไม่ควรใช้ ๔. ข้อเสนอ
เห็นสมควรลงนามในร่างหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย และคำลงท้ายว่า จึงเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา หากเห็นสมควรกรุณาอนุมัติในข้อ ๔
และลงนามในร่างหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
ควรนำไปกล่าวในคำลงท้ายว่า จึงเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา
หากเห็นสมควรกรุณาลงนามในร่างหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
แนวทางการคิดรายละเอียดของข้อเสนอ
๑. ใช้ตัวตั้งคือ จะต้องเสนอให้ ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร
๒. กรณีเป็นเรื่องการจัดกำลังพลตามจำนวนที่กำหนดไปปฏิบัติภารกิจใด
ควรเฉลี่ยหน่วยตามจำนวนอัตรากำลังพลของแต่ละหน่วย (ฝ่ายอำนวยการควรมีข้อมูลยอดกำลังพลของแต่ละหน่วยอยู่ในมือ)
๓. กรณีเป็นการแจกจ่ายเอกสารที่มีจำกัด
ควรพิจารณาแจกจ่ายหน่วยที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือจะใช้ประโยชน์จากเอกสารนั้นได้เป็นลำดับความเร่งด่วนแรก ไม่จำเป็นต้องเฉลี่ยเท่ากันเสมอไป
๔. กรณีเป็นการแจกจ่ายสิ่งของ ควรเฉลี่ยตามจำนวนอัตรากำลังพลของแต่ละหน่วย
๕. กรณีเป็นการเสนอชื่อผู้อื่นนอกหน่วยของผู้ทำบันทึกฯ
ควรมีการประสานหรือแจ้งให้ผู้นั้นทราบล่วงหน้า (เพราะผู้บังคับบัญชาจะอนุมานว่าฝ่ายอำนวยการได้ประสานงานมาอย่างดีแล้ว)
๖. ควรใช้คำย่อที่มีหลักฐานอ้างอิงกำหนดไว้ เช่น ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการใช้คำย่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือ
คำสั่งของหน่วยที่มีการระบุคำย่อไว้ชัดเจนแล้ว เป็นต้น
ตัวอย่างคำย่อที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงกำหนดไว้แต่มักพบเห็นใช้ผิดบ่อย
ๆ เช่น
ช่วยราชการ ใช้ว่า ชรก.
รักษาราชการแทน ใช้ว่า รรก.แทน
ทำการแทน ใช้ว่า ทกท.
คณะกรรมการ ใช้ว่า คณก.
คณะอนุกรรมการ ใช้ว่า คณอก.
กรรมการ ใช้ว่า กก.
เจ้าหน้าที่ ใช้ว่า จนท.
ข้าราชการ
ใช้ว่า ขรก.